DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด

Ch.1 - เริ่มต้น


 

สิ่งเดิมในหนทางใหม่

 

ชีวิตของเขาเหมือนการเริ่มต้นใหม่

ริคโทเฟ่นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอีกครั้ง ... เปลี่ยนกลับมาใช้รูปแบบกิจวัตรประจำวันเหมือนอย่างที่เคยเป็นก่อนการพบเจอกับแทบบินส์

เด็กหนุ่มกิน นอน เที่ยว เลี่ยงการพบเจอกับเพื่อนแก๊งอันธพาลเก่าไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดการทะเลาะวิวาทหรือทุบตีเพราะอารมณ์ร้อนๆของเขา อีกทั้งยังต้องใช้เวลามากขึ้นสำหรับฝึกซ้อมศิลปะป้องกันตัว บางครั้งเขาก็เดินทางไปสำนักงานตำรวจ บุกเข้าไปท้าดวลเจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งรู้จักกันดีเพื่อทดลองฝีมือของตนเอง

นั่นคือกิจวัตรเดิมๆที่ริคปฏิบัติเสมอมา ส่วนการฝึกงานต่อวงจรไฟฟ้า เรียนรู้พื้นฐานอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสร้างหุ่นยนต์และเครื่องจักรซับซ้อนเพื่อการวิจัยก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อแทบบินส์ไม่แวะกลับมาอีกหลังจากชายวัยกลางคนกล่าวลาอย่างจริงจังพร้อมมอบดอนการ์ดให้แก่ริคเรียบร้อยแล้ว ... ความสนุกของการสร้างสิ่งประดิษฐ์จึงกลายเป็นเพียงความฝันในที่สุด

“เมื่อวานแกคงไม่ได้ไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนเก่าของแกใช่ไหม?”

“โธ่!พ่อ! ผมแยกตัวออกมาจากกลุ่มของวินด์นานแล้วนะ! พ่อเชื่อผมบ้างสิ”ริคโทเฟ่นต้องกล่าวประชดบ่นตอบคุณเลมเบอสท์ทุกครั้งที่เขากลับบ้านดึกดื่นจนเกือบโดนกักบริเวณ

“แกก็รู้ว่าคนในสำนักงานตำรวจเพิ่งจะได้ข่าวมาว่าเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและเสียงปืนบริเวณซอยอับใกล้วงเวียนใหญ่เกรนฮาวน์เดอร์เมื่อวานนี้”

“พ่อ ... ผมกับพรรคพวกของวินด์ไม่เกี่ยวข้องกันอีก เมื่อวานนี้ผมไม่ได้ทำร้ายใครทั้งนั้นและผมก็คงไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้วนอกเสียจากป้องกันตัว”ริคเลิกทานอาหารต่อ เขาต้องวางมีดและส้อมลงก่อนจะจับตามองดูสีหน้าบึ้งตึงของบิดาบังเกิดเกล้า “ก็ได้ ... พูดให้ตายอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ ผมก็คงบังคับพ่อไม่ได้”

“ถ้าหากแกบอกว่าแกไม่ได้โกหก แกก็ควรตอบฉันมาว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาแกเอาเวลาไปเรียนรู้การต่อวงจรไฟฟ้ากับผู้ชายต่างชาติที่เจอกันในร้านริโอทีจริงๆหรือเปล่า”

“ใช่ ผมพูดจริง”

“เขาชื่อแทบบินส์ มอร์นากีย์?”

“ครับ”ริคเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย เขาจำได้ว่าตนเองไม่เคยบอกพ่อเรื่องชื่อของแทบบินส์

“เขาเป็นนักวิจัย”

คราวนี้เด็กหนุ่มแทบจะสำลักอาหารในปากแล้วพ่นใส่โต๊ะ เขาเลื่อนสายตาไปมองดูปลายหนวดของพ่อกำลังกระตุก“พ่อรู้?”

“อ้อ แน่ล่ะ...แกคิดว่าฉันเป็นใคร? ที่สำคัญนะ ... ฉันรู้เรื่องนี้ช้าไปหน่อย ... ไม่อย่างนั้นลูกน้องของฉันคงสั่งจับตัวเขามาสอบสวนแล้ว”

“จับตัว!”เด็กหนุ่มแทบจะลุกพรวดออกจากที่นั่งอย่างตกใจ

พ่อหรี่สายตามองให้ริคกลับไปนั่งบนเก้าอี้รับประทานอาหารเงียบๆตามเดิม “เขาไม่ใช่แค่ชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวธรรมดาๆ เขาเป็นนักวิจัยที่เราต้องการตัวมากที่สุดเพื่อข้อมูลที่สำคัญบางอย่าง ฉันไม่ควรจะบอกแก”

“เหอะ ... พ่อเคยบอกผมเรื่องราชการเสียเมื่อไหร่?”ริคบ่นพึมพำเสียงแผ่วจับจ้องมองสีหน้าขุ่นข้นของอีกฝ่าย

“เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับอาจจะบอกแกก็ได้นะ ถ้าหากพวกเขาไว้วางใจแกสักเสี้ยวหนึ่ง”

คำพูดประชดของพ่อทำให้ริคไม่พอใจนัก“แน่ล่ะ เจ้าหน้าที่คงบอกผมอยู่หรอกในเมื่อผมเดินเข้าไปท้าพวกเขาต่อยบ่อยๆแบบนั้น”เขาบ่นอุบอิบภายในใจ สายตาเลื่อนมองบิดาในชุดเครื่องแบบเต็มยศซึ่งวันนี้คุณเลมเบอสท์พร้อมแล้วที่จะออกราชการ

คุณเลมเบอสท์ ... หรือสเตฟาน จอห์น เลมเบอสท์มียศถาบรรดาศักดิ์ปัจจุบันขึ้นต้นด้วย พล.ต.อ. อยู่ในฐานะรองผู้บังคับบัญชาการตำรวจแห่งชาติ เขาคือผู้ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆในวงการตำรวจครีตเชียซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่มักเรียกเขาจนติดปากว่าผู้บังคับบัญชามลฑลที่สาม(เมืองหลวงดรัมลิงตันเซสเซ)

ก่อนหน้านี้คุณเลมเบอสท์ ใช้เวลาในห้องทำงานส่วนตัวใกล้ๆห้องเก็บของใต้บันได แต่สองปีที่แล้วเขาใช้เวลาหมดไปกับการตรวจสอบงานและการลงพื้นที่ ทำให้คุณเลมเบอสท์มีเวลาอยู่ที่บ้านน้อยเต็มที และทุกครั้งที่กลับบ้านเขาก็หมดแรงอ่อนเพลียและหงุดหงิดง่าย เขามักตีสีหน้าบูดบึ้งใส่ลูกชายอยู่เสมอ ทำให้บ่อยครั้งทั้งสองทักทายกันด้วยเสียงทะเลาะดังลั่นยิ่งกว่าตอนที่แม่ของริคยังอยู่ในบ้านหลังนี้ราวกับสิงโตสองตัวขู่คำรามใส่กัน

ในตอนนั้นริคยังอยู่ในกลุ่มอันธพาลเขาจึงทุ่มเถียงพ่อทุกวิถีทางพยายามสรรหาคำหยาบตะโกนกระแทกแสกกลางกระหม่อม แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินหนีออกจากบ้าน ดื่มเบียร์สองสามแก้วตามบาร์ผิดกฎหมายหรือบาร์ใต้ดินร่วมกับเพื่อนๆในเมืองหลวงดรัมลิงตัน เซสเซ แม้ว่าตอนนี้ริคจะเปลี่ยนไปแล้วและกลายเป็นคนที่มีความเคารพยำเกรงผู้เป็นพ่อ แต่น้ำเสียงและคำพูดคำจาของคุณเลมเบอสท์ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอีกเลยนับจากวันแรกที่พวกเขาทะเลาะกัน 

 

ริคโทเฟ่นอาศัยอยู่ในบ้านสองชั้นกับห้องใต้หลังคา มีชั้นใต้ดินสำหรับเก็บไวน์แดงรสเลิศอันเป็นของสะสมของคุณเลมเบอสท์

ทุกสิ่งในบ้านล้วนเป็นของพ่อแต่ทุกสิ่งของพ่อไม่ใช่ของเขา ... อาจจะฟังดูไม่ยุติธรรมแต่ริคก็พึงพอใจกับที่นอนนุ่มๆและห้องนั่งเล่นซึ่งมีเพียงเขาที่สามารถเข้าถึงได้ในยามเหงา ยกเว้นก็เพียงความเกลียดชังจากสุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวที่ชื่อว่าดักลาสข้างบ้านเพียงตัวเดียวที่เป็นศัตรูคู่แค้นคู่อาฆาตกับริคมาตั้งแต่เขาเริ่มจำความได้

เขายอมรับว่าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นสุนัขขี้เล่น รักมนุษย์ แม้แต่โจรขโมยมันก็ต้อนรับ ...  แต่บางทีเขาก็อาจจะชั่วร้ายเกินไปสำหรับมันทำให้ดักลาสคิดว่าริคไม่ใช่เพื่อนเล่นน่าหลงใหล

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดักลาสทำให้เด็กหนุ่มหงุดหงิดจนเขาต้องตัดสินใจหาทางลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อทำให้สุนัขนิสัยไม่ดีตัวนี้หยุดเห่าใส่เขาเสียที แล้วก็คิดได้ว่าเขาควรปาขวดเบียร์ใส่ ... วินาทีที่เด็กหนุ่มรู้สึกยินดีปรีดาเมื่อดักลาสส่งเสียงร้องเอ๋งๆ วิ่งตัวงอวนไปวนมาบนลานหญ้า เพื่อนบ้านก็เดินออกมาจากประตูบ้านพบกับผลงานชิ้นโบว์แดงของริคโทเฟ่นที่ฝากเอาไว้ให้กับสุนัขของตน ... ริคต้องถูกพ่อกักบริเวณร่วมเดือนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาถูกพ่อด่าสาดเสียเทเสียใช้อำนาจข่มขู่จนทำให้เด็กหนุ่มเกรงกลัวแทบไม่กล้าย่างเท้าผ่านพรมเข้าไปในบ้านทุกครั้งที่เดินทางกลับมาจากโรงเรียนอยู่หลายอาทิตย์ทีเดียว

จากผลงานชิ้นโบว์แดงที่ริคมอบให้แก่ดักลาสในคราวนั้น สุนัขพันธุ์โกเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวดีก็ยังคงเห่าหอนใส่เขาเหมือนเดิมจนถึงตอนนี้

 

\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\

 

กลับมาพูดถึงเรื่องของริคในปัจจุบัน

บัดนี้ถึงเวลาใกล้สอบปลายภาคเทอมที่หนึ่งเต็มที  ริคจึงต้องขยันอ่านหนังสือร่วมกับเพื่อนๆจนไม่มีเวลานึกถึงแทบบินส์ผู้ที่เอ่ยลาไปนานประมาณหนึ่งเดือนเต็มหลังจากการเจอกันครั้งสุดท้าย ในขณะเดียวกันทีมบาสเกตบอลก็เรียกซ้อมหนักในช่วงแข่งขันระดับภาค ริคจึงรีบถอนรายชื่อทันที แล้วอาจารย์ก็ต้องโทรศัพท์ตามหาเขาติดต่อกันหลายวันเพื่อเรียกเขากลับคืนสู่สนามแต่ริคไม่ได้ใส่ใจกีฬาประเภทใดมากเป็นพิเศษเท่ากับศิลปะการต่อสู้ เขาจึงทำทีไม่รู้ไม่ชี้และเดินหนีทุกครั้งที่เห็นเสื้อทีมบาสเกตบอลจากนักกีฬารุ่นน้องเดินผ่านตนเองไป

ริคมีอีกหนึ่งปัญหาซึ่งก่อกวนจิตใจในช่วงนี้นั่นก็คือ ... เพื่อนๆกลุ่มอันธพาลเก่า ...

บนชั้นดาดฟ้าของตึกที่สองภายในโรงเรียนเบลเฟอร์เรต์คือสถานที่ในอดีตซึ่งริคและเพื่อนๆในกลุ่มอันธพาลนัดเจอกันเพื่อทิ้งเวลาว่างไปให้เปล่าประโยชน์ บางครั้งก็ลากนักเรียนสักคนภายในโรงเรียนที่กล้าแหย่หนวดเสือขึ้นมารุมซ้อม บางครั้งก็นั่งทอดสายตาออกไปไกลๆ รับลมเย็นๆบนชั้นดาดฟ้า สนทนานินทาอาจารย์กับนักเรียนไปเรื่อยเปื่อย พวกเขาสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าดื่มเบียร์กันตั้งแต่สมัยเกรดสิบ 

ริคจำได้ดีว่าเขาเคยมีความสุขกับสิ่งเหล่านี้มากแค่ไหน ทว่านับตั้งแต่วันที่เขาขอออกจากกลุ่มแล้วเพื่อนๆก็ด่าว่าเหยียดหยามตะเพิดไล่โดยไม่ฟังเหตุผล ริคก็รังเกียจความสุขจอมปลอมเหล่านี้มากยิ่งกว่าความเกลียดชังที่เคยมีต่อทุกสิ่งบนโลกใบนี้

ปีสุดท้าย ปีแห่งการสนุกเฮฮาสุดเหวี่ยงอาจจะไม่มีอีกแล้วก็เป็นได้  ริคเคยคิดว่าสิ่งที่เขาเสพสุขอยู่คือเรื่องถูกต้อง แต่ในเวลานี้ ... เขาลองมองย้อนกลับไปยังจุดเดิมที่เคยยืนอยู่เมื่อหนึ่งปีก่อน เขามองเห็นรอยเปื้อนดำตรงนั้นอย่างชัดเจน รอยเปื้อนแห่งความน่าละอาย ริคโทเฟ่นยินดีที่จะละทิ้งทุกอย่างไปครั้นตระหนักได้ว่าการเป็นนักเลงไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมในสายตาของใครเลยแม้เพียงสักนิดและแม่ของเขาก็คงไม่หวนกลับมาหาเขาอีกแล้ว

เพื่อนร่วมก๊วนเก่าของริคมีอยู่ห้าคนคือ วินด์, วิลเลี่ยม, แมกซ์, ทิม, และฟรานซิส  ทั้งห้ามีนิสัยป่าเถื่อนยิ่งกว่าสัตว์ดุร้าย แทบจะไม่มีใครจินตนาการออกเลยว่าพวกเขามาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยและบางคนในกลุ่มก็เป็นลูกหลานของเจ้าของบริษัทใหญ่โตและมีชื่อเสียงในประเทศครีตเชีย คงเป็นเพราะการอบรมเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมที่น่าอึดอัดซึ่งทำให้ทั้งห้าตัดสินใจกล้ำกลืนดำดิ่งสู่สิ่งที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดในเวลานี้

ในวันที่ริคโทเฟ่นนัดเจอกับแฮริสและอัลเบิร์ตในร้านริโอที ริคก็ไม่วายเจอเหล่าเพื่อนอันธพาลเก่าระหว่างทางเดินออกจากโรงเรียน

“ริค ริคกี้ ริคโทเฟ่น”เสียงเย้าแหย่เรียกไล่หลังในยามเย็นเมื่อเขาเดินผ่านประตูรั้วโรงเรียน ริคพยายามไม่หันไปมอง มีใครบางคนปาบุหรี่มวนย่นไฟยังคุกรุ่นอุ่นๆใส่ไหล่ของเด็กหนุ่ม ริคหันขวับถลึงตาด้วยความโมโห

“ไอ้ขี้ขลาด ไอ้หน้าตัวเมีย!”เพื่อนคนหนึ่งตะโกนเสียงใส่ อาจจะเป็นวิลเลี่ยมหรือทิม

“ด่าสิ! อยากฟังคำด่าของนายจังเลยริคกี้!”

เพื่อนทั้งห้าหัวเราะกราว เยาะเย้ย ถากถางต่างๆนานา ริคข่มใจไม่เดินปึงปังเข้าไปชกหน้า เขาหันหลังและเดินไปยังลานจอดรถยนต์ก่อนจะขับมินิคูเปอร์คันสุดรักของพ่อไปบนถนนพรามสตรีทอย่างรวดเร็ว

ริคโทเฟ่นต้องบ่นเรื่องเหล่านี้ให้แก่แฮริสและอัลเบิร์ตฟังอย่างไม่พึงพอใจทันทีที่เจอพวกเขาในร้านริโอที

“พวกมันไม่เคยเลิกรังควานฉัน”เด็กหนุ่มกล่าว “บอกตามตรงเลยว่าถ้าหากฉันไม่ต้องไปนั่งฟังพ่อด่าและถูกกักบริเวณสักอาทิตย์หนึ่งล่ะก็ฉันคงอัดพวกมันเละ”

“ไม่เอาน่าริคกี้”อัลเบิร์ตเลื่อนมือตบบ่าเพื่อนเบาๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลฉายแววแห่งความเห็นใจ“พวกมันก็แค่พยายามยั่วโมโหให้นายต้องสร้างปัญหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นายรู้จักกันดีอีกสักหนสองหน”

“แต่สำหรับฉัน ฉันคิดว่าคราวหน้าคราวหลังหากนายเจอพวกมัน นายจะต้องโทรศัพท์เรียกฉัน”แฮริสพยักพเยิดหน้าก่อนจะต่อยกำปั้นของริคเบาๆ “ฉันคลื่นไส้หน้าวินด์กับวิลเลี่ยมชะมัด อยากจะชกพวกมันให้ลงไปนอนกองบนพื้นถนนสกปรกๆแถวๆเชเลส”

“แหงล่ะ ...”อัลเบิร์ตต้องถอนหายใจยาวๆระหว่างดื่มบลูกามิกาเซ่ “ให้ตายเถอะ ... พวกนายน่ะ! พวกนายก็รู้ดีว่าหากเกิดเหตุทะเลาะวิวาทล่ะก็พวกเราต้องถูกไล่ออก”

“ไม่หรอก ... เจ้าหน้าที่รู้จักฉันดี พวกเขาตามติดฉันแจตลอดเวลาอยู่แล้วนี่”ริคบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พวกเขาเกรงใจพ่อของฉันจะตายไป”

“ใช่อัล นายกลัวพวกมันหรือยังไง? ฉันเองก็เป็นลูกหลานตระกูนิลบาเล็ต ... ไม่มีทางที่อาจารย์จะไล่ฉันออกจากโรงเรียนหรอก”

“เห็นแก่ชื่อเสียงของตระกูลบ้างเถอะ”อัลหรี่ตาใช้ปลายหลอดชี้หน้าเพื่อน 

“ฉันมันนอกคอกนี่นา ... ฉันไม่ใช่สุภาพบุรุษเหมือนบรรดานิลบาเล็ตคนอื่นๆ พวกนายก็รู้ดี ... ยิ่งคิดถึงท่าทีอันอ่อนช้อยและคำพูดคำจาที่ได้รับมาจากคนรับใช้ในวังหลวงทีไร ฉันก็อยากจะคลื่นไส้!”

ริคฟังพลางเหยียดยิ้มส่ายหน้า

“รูดต้องทะเลาะกับนายเพราะนายคิดแบบนี้แน่ๆ”

แฮริสย่นคิ้วพลางเป่าลมผ่านหลอดมองฟองเบียร์เหลืองๆในแก้วเบียดม้วนผ่านขอบ “พวกนายคิดว่ารูดี้จะสั่งสอนฉันได้อย่างนั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ! ... ถ้าหากฉันเกลียดใคร เขาก็ไม่มีทางห้ามความคิดของฉันได้หรอก”

ทั้งอัลเบิร์ตและริคโทเฟ่นต่างรู้ดีว่าแฮริส นิลบาเล็ตและวินด์ มิชคินเป็นคู่อริกันเนื่องด้วยพ่อแม่ของพวกเขามักมีข้อโต้เถียงแข่งขันกันทางการเมืองและแฮริสกับวินด์ก็ไม่เคยสนทนากันด้วยวาจาดีๆอีกเลยนับตั้งแต่การประชุมระหว่างครอบครัวของนิลบาเล็ตกับมิชคินครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนจนถึงวาระการประชุมในปัจจุบัน

ริคเปลี่ยนประเด็นถามในทันทีนั้น“แล้วรูดเป็นอย่างไรบ้าง?”

แฮริสปรายสายตามองอย่างมีเลศนัย “นั่นไงล่ะ! ฉันรออยู่เชียวว่านายจะไม่ถามได้อย่างไร รูดี้เป็นยอดฮีโร่ยิ่งกว่าซุปเปอร์แมนซะอีก” ริคปาเศษขนมปังทอดใส่เพื่อนเมื่อแฮริสไม่เลิกนอกเรื่อง

โดยความจริงแล้วรูด กรินน์ นิลบาเล็ตเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสาธารณรัฐครีตชาย (แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ทราบเรื่องนี้เลยก็ตามที)  รูดมีความสามารถทั้งในด้านการเรียนและหน้าที่การงาน ตอนนี้เขามีอายุยี่สิบสี่ปี เรียนต่อระดับปริญญาเอกในสาขาการบริหาร ณ มหาวิทยาลัยที่โด่งดังที่สุดในประเทศซึ่งแฮริสกำลังจะเจริญรอยตาม(มหาวิทยาลัยดิเอนเซอร์) รูดเป็นตัวแทนประธานบริษัท ทำงานร่วมกับพ่อตั้งแต่สมัยเรียนปีหนึ่ง เขามีไหวพริบที่ดีมากสามารถอ่านการตลาดออกอย่างทะลุปรุโปร่งและที่สำคัญเขาถนัดอ่านใจคนด้วย

“รูดี้ยังอยู่ที่วอร์ทอคส์ล่ะ คงจะกลับมาในอีกสองสามวันนี้ วันที่เขากลับมาก็แวะไปหาสิ บางทีเขาอาจจะเปิดปากพะเยิบพะยาบพูดอะไรออกมาบ้าง”แฮริสถือขนมห่อใหญ่ ดันตัวขึ้นนั่งยองๆบนโซฟา ใช้มือหนึ่งทำท่าทางแสดงประกอบ “อ้อ ฉันเกือบลืมบอกพวกนายไปเลยล่ะว่าอีกไม่นานนี้รูดี้จะมีงานเลี้ยงจัดที่บ้านบนเชิงเขาในหมู่บ้านใกล้ฟาร์มม้ามลฑลเฮลเพนเบิร์ก พวกนายจะไปด้วยกันหรือเปล่า?” ถามพลางยัดมันฝรั่งเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ่ยๆ

ริคนั่งคิดอยู่ครู่ใหญ่

“ไม่เอาน่าริคกี้ นายพลาดงานเลี้ยงที่ทางบ้านของฉันจัดขึ้นเสมอเลย”

“ไม่ใช่ไม่อยากไป” ริคพึมพำ“ฉันไม่รู้ว่าควรจะไปหรือไม่”

“นายก็คิดอย่างนี้ทุกที นายก็เลยไม่เคยไปงานเลี้ยงเลยน่ะสิ”

ริคเหยียดยิ้มไม่ตอบ เขาไม่รังเกียจงานเลี้ยงแต่เขาไม่ชอบเดินทางไกลต่างหากล่ะ

ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่ เจ้าของร้านริโอทีก็หันมามองดูริคโทเฟ่นจากหน้าเคาท์เตอร์แล้วจึงตระเบ็งเสียงทักทาย “สวัสดีหนุ่มน้อย วันนี้เพื่อนวิชาการของเธอไม่มาด้วยหรือ?”

อัลเบิร์ตและแฮริสต่างเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย

“อ้อ ไม่หรอกครับ เขาบอกว่าเขาอยากเดินทางออกจากเมืองหลวง ผมไม่ได้ติดต่อเขามาสักพักใหญ่แล้ว”ริคโทเฟ่นตอบอย่างรู้ดี

“น่าเสียดายนะ ฉันคงไม่ได้เจอเขาอีกนาน”

“ครับ ผมก็คิดอย่างนั้น”ริคตอบพลางหันมามองแววตาเต็มไปด้วยคำถามของผู้เป็นเพื่อนทั้งสอง

เขาที่นายพูดถึงคือใครน่ะ?”

“ชายคนที่ฉันเคยบอกพวกนายอย่างไรล่ะว่าเจอกันที่นี่เกือบทุกเย็นแล้วก็คุยกันเรื่องของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ พวกนายรู้ไหมว่าความคิดของเขาเจ๋งมาก! แล้วฉันก็เคยเดินทางไปเยี่ยมบ้านเช่าของเขาช่วงเย็นหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วยนะ แต่ก็น่าเสียดายเพราะตอนนี้เขาย้ายออกไปแล้ว”

อัลเบิร์ตพยักหน้ารับระหว่างนึก “ฉันไม่แปลกใจที่นายดูเนือยๆขึ้นทุกครั้งที่นั่งเรียน”

“ไม่รู้สิ”ริคโทเฟ่นยักไหล่ตอบ

“เขาชื่ออะไรนะ?”แฮริสสงสัย

“แทบบินส์น่ะ ... แทบบินส์ มอร์นากีย์ เป็นชาวต่างประเทศ เขาเก่งมากๆและฉันเชื่อด้วยว่าหากแฮบบี้เจอแทบบินส์ล่ะก็พวกเขาคงผลิตงานประหลาดๆที่น่าทึ่งออกมาได้แน่ๆ แต่ปัญหาก็คือแทบบินส์คงไม่กลับมาดรัมลิงตัน เซสเซอีกแล้ว”

“แทบบินส์”แฮริสต้องขมวดคิ้วแทบจะเป็นปม เขาจับจ้องมองผู้เป็นเพื่อนก่อนจะเบิกตากว้าง

“ทำไมหรือ?”ริคถาม

“เขาอยู่ในดรัมลิงตัน เซสเซมานานแค่ไหน?”

“ไม่รู้สิ”

“เขาเคยพยายามบอกอะไรกับนายบ้างหรือเปล่า?”

“...หืม?”

“เขาเป็นนักวิจัยนี่นา ... ฉันรู้มาแค่นั้น”

“อ้อ” ริคกระพริบตามองเพื่อนปริบๆ “ใช่ เขาเป็นนักวิจัย เขาสอนฉันต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ... แค่นั้นล่ะ”ริคพยายามเลี่ยงบอกสิ่งที่เขาพบเจอในห้องทดลองของแทบบินส์ “ว่าแต่นายรู้ว่าเขาเป็นใครได้อย่างไร? รูดบอก?”

“ฉันรู้แค่นั้น ... เอาเถอะ ฉันรู้มาก็แล้วกัน”

ริคเดาได้ไม่ยากนักหรอกว่าต้องเป็นความลับของรูด นิลบาเล็ตซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบงานของเจ้าหน้าที่ รูดคงถ่ายทอดเรื่องนี้บอกต่อแก่น้องชายอย่างไม่ต้องสงสัย

แฮริสเงียบกริบ รีบเบือนหน้ามองผ่านกระจกสังเกตรถยนต์บนถนนแล่นผ่านไปมาระหว่างใคร่ครวญบางสิ่งบางอย่างเพียงลำพัง

“นายรู้จักเขาหรือแฮริส?”อัลสงสัย

“เปล่า”

“นายเคยเจอเขา?”ริคแปลกใจ

“ไม่ ไม่เคยหรอก”แฮริสรีบก้มหน้าทานอาหารต่อโดยไม่สนใจคำถามของทั้งสองอีก “ฉันไม่รู้จักเขา ช่างมันเถอะ! เขาเป็นตัวอะไรก็ช่าง ... ตอนนี้เขาไม่อยู่ที่นี่แล้วนี่จริงไหม?”

อัลเบิร์ตต้องเอียงคอแล้วจึงเลิกสนใจในวินาทีนั้น ส่วนริคกลับสังเกตสีหน้าไม่สบายใจของแฮริสด้วยความฉงนสงสัย ดูเหมือนจะมีบางอย่างที่แฮริสพยายามปกปิดเป็นความลับเอาไว้ ... และแน่นอนว่าบางทีเพื่อนของเขาผู้นี้คงจะล่วงรู้การดำเนินงานเบื้องลึกเบื้องหลังของสาธารณรัฐครีตชายไม่มากก็น้อยทีเดียวเพราะอำนาจของรูด นิลบาเล็ตบวกกับชื่อเสียงของตระกูลนั้นทำให้เขามีบทบาทแทรกแซงการทำงานแทบทุกหน่วยของรัฐเลยทีเดียว

บางทีแฮริสและรูดอาจจะรู้ ...

อาจจะรู้จักแทบบินส์

ริคโทเฟ่นจะไม่สนใจสิ่งเหล่านี้เหมือนอัลเบิร์ตอีกหากเขาไม่รู้มาก่อนว่าแทบบินส์กำลังหลบหนีจากการตามล่าของใครสักคน ... บางทีอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ครีตชาย ... ไม่สิ ... บางทีอาจจะเป็นลูกชายของแทบบินส์ มอร์นากีย์ที่มีชื่อว่าชามัลลี เยเรเอสก็ได้

ทันทีที่แฮริสหันมาสบตามองด้วย ริคก็แสร้งยิ้มหน้าระรื่นและเบี่ยงประเด็นอย่างรวดเร็ว

... จริงสินะ ... ริคมีดอนการ์ดซึ่งยังไม่เคยแตะต้องเลยหลังจากได้รับมันมา

บางทีดอนการ์ดอาจจะช่วยไขคำถามที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในสมองเช่นนี้ได้โดยไม่ยากเย็นนัก

เขาควรจะลองสวมดอนการ์ดสักครั้ง ...

 

To Be Continued ...




NEKOPOST.NET