DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด ตอนที่ 0.5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

DonGuard:ปริศนาแห่งดอนการ์ด

Ch.0.5 - บทนำ


 

สวัสดีคร้าบบเพื่อนๆน้องๆทุกท่าน
ขอเชิญชวนๆทุกๆคนตามไปดูผลงานและการอัพเดท Painting งานเขียนนิยายตอนใหม่ๆ และอื่นๆได้ที่ลิงค์:

https://www.facebook.com/pakkiedavie 

 
ทักทายสอบถามกันได้ทางหน้าเพจคร้าบผม


\\\\\\\\\\\\\\\

 

บทนำ

 

นับเป็นช่วงเวลาเลวร้ายสำหรับครอบครัวเลมเบอสท์เมื่อปัญหาต่างๆรุมเร้าเข้ามา หลายครั้งหลายคราแล้วที่สองสามีภรรยามีปากเสียงทะเลาะกัน และในไม่ช้าการถกเถียงที่รุนแรงก็นำมาซึ่งความแตกแยก

ยามใกล้ตะวันตกดิน ทุกคนจะได้ยินเสียงกระหึ่มก้องของรถมินิคูเปอร์สีแดงจอดบริเวณหน้าบ้านหมายเลขที่สิบหกบนถนนชิพมาน แล้วอีกสองชั่วโมงถัดมาก็มีเสียงเอะอะโวยวายเกิดขึ้น ช่างเป็นเรื่องที่แสนน่าเบื่อสำหรับเพื่อนบ้านและอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับลูกชายโทนคนเดียวของตระกูลเลมเบอสท์ ...

เด็กคนนั้นไม่ยอมออกมาเล่นกับเพื่อนบ้านอีกแล้ว พ่อแม่ทะเลาะกันทุกเย็น เห็นแบบนี้แล้วก็น่าสงสารจริงๆ”นั่นเป็นน้ำเสียงของยายแก่นาม ‘ป้าพัทเทิล’ ซึ่งบ้านของแกอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านเลขที่สิบหกเสียพอดิบพอดี

“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น”

“น่าสงสาร? เด็กคนนั้นน่ะเหรอที่น่าสงสาร? ... พวกเธอไม่รู้อะไรหรอก” คุณยายอีกท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น “เด็กคนนั้นมีอารมณ์ร้ายนัก หลานชายของฉันเคยเล่นอยู่ที่สนามเด็กเล่น ทุกครั้งที่เจอเด็กคนนี้ทีไร เขาต้องกลับบ้านทานยาทาแผลเพราะถูกลูกชายของคุณนายเลมเบอสท์ทำร้ายเอาทุกที”

“แย่จริง แย่จริงๆ”

“เพราะว่าครอบครัวของเขามีปัญหาน่ะสิ เขาจึงกลายเป็นคนเกเรแบบนี้”

“แย่จริง แย่เสียจริง”

“น่าสงสารเหลือเกิน”

แน่ล่ะ ... คำซุบซิบนินทาเหล่านี้ใช่ว่าลูกชายของคุณและคุณนายเลมเบอสท์จะไม่เคยรับรู้และไม่เคยได้ยิน เจ้าตัวแค่พยายามหลีกเลี่ยงทำทีเป็นไม่สนใจและใช้เวลาที่เหลืออยู่ในบ้านมากกว่าจะเดินออกมาทำความรู้จักกับใครก็ตามในละแวกถนนชิพมาน

คุณป้าพัทเทิลอาจจะพูดถูกอยู่บ้าง ... เขาน่าสงสาร แต่ลึกๆแล้วเขาก็ไม่ได้ต้องการให้ใครแสดงความเห็นใจ เขาเข้มแข็งมากพอที่จะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเองบนเส้นทางชีวิตที่ขาดสีสัน แม้ว่าเส้นทางนั้นได้สร้างความเฉยชาให้กับจิตใจที่ว่างเปล่าตลอดมา

หากลองย้อนกลับไปดูเมื่อสามสี่ปีก่อนที่คุณนายเลมเบอสท์จะตัดสินใจแยกตัวออกไปจากครอบครัว เราก็จะได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทพาดพิงถึงบุคคลที่สามในบ้านเลขที่สิบหกทุกวัน มันกลายเป็นละครหลังข่าวที่น่าติดตามของกลุ่มแม่บ้าน เรื่องราวยิ่งเข้มข้นเมื่อลูกชายของครอบครัวเลมเบอสท์เดินทางกลับมาจากโรงเรียน เด็กชายเข้าไปในบ้านท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายและเดินปึงปังปลีกตัวขึ้นไปบนห้องนอนชั้นสองด้วยใบหน้าที่เฉยชาปราศจากซึ่งความรู้สึกใดๆแตกต่างจากที่เด็กส่วนใหญ่ควรแสดงออกเมื่อพบว่าพ่อแม่ของพวกเขาทะเลาะกัน เด็กชายจะขังตัวเองอยู่ในห้องนอนนั้นจนกว่าจะถึงรุ่งเช้าวันใหม่ บางครั้งคุณนายเลมเบอสท์ก็เข้าไปปลอบ นางพยายามหาคำพูดแก้ต่างเพื่อทำให้ลูกชายเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างตนกับสามีเป็นเพียงเรื่องเล็กๆแม้ว่าความจริงไม่ใช่เช่นนั้นเลยก็ตาม

คุณนายเลมเบอสท์เคยพึมพำบ่นว่านางควรจะแยกทางจากคุณเลมเบอสท์เสียที นางได้เพียงแค่ตัดพ้อและพร่ำย้ำมากเสียจนเด็กชายคิดว่านางเพ้อเจ้อเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทว่าไม่ช้าไม่นานเรื่องราวและคำพูดนั้นก็กลายเป็นความจริงเมื่อขีดสุดของปัญหานั้นเต็มไปด้วยทางตัน เด็กชายเพิ่งจะตระหนักได้ว่าเขารักแม่มากที่สุดในวันที่เขาต้องมองดูนางเก็บผ้าเก็บผ่อนใส่กระเป๋า นางสบถใส่ตัวเองพร้อมหยาดน้ำตาขณะที่เขาได้แค่เพียงยืนมองอยู่ห่างๆโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยทักท้วงอะไรเอาไว้มากไปกว่าประโยคคำถามที่ว่า แม่จะไปไหน?

คุณเลมเบอสท์ไม่พูดอะไรสักคำ ปล่อยให้ลูกชายมองตาปริบๆจนกระทั่งเรือนร่างของผู้เป็นแม่หายลับไปจากถนนชิพมาน นางทิ้งไว้เพียงคำถามมากมายให้แก่เด็กชาย แม่ไปไหน? แม่ไปทำไม? เกิดอะไรขึ้น? ฉันผิดหรือเปล่า? ฉันทำให้แม่โกรธใช่ไหม? ความสงสัยนั้นทำให้เขาต้องหันมาถามในสิ่งที่พ่อเองก็ตอบไม่ได้ “แม่ไปไหนก็ไม่รู้ฮะ พ่อจะตามแม่ไปหรือเปล่า?”

คุณเลมเบอสท์ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์รายวันต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยเบาๆว่า

“อยู่กับพ่อเถอะนะ ... ไม่ต้องตามแม่แกไปไหนทั้งนั้น”

นานแล้ว นานแล้วจริงๆที่แม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น 

ไม่สิ ... เมื่อสามสี่ปีที่แล้วต่างหาก แต่เวลานั้นก็ยาวนานราวชั่วอายุคน

เขาเปลี่ยนไปแทบจะเป็นคนละคนหลังจากเขาต้องอาศัยอยู่กับพ่อเพียงลำพังภายในบ้านหลังเดี่ยวตระกูลเลมเบอสท์ นิสัยบางอย่างยังคงเหมือนเก่าแม้ว่าเขาต้องปรับตัวให้เคยชินกับสภาพบรรยากาศใหม่ๆที่แปรเปลี่ยนไป

ความเงียบ ... ความเงียบคือสิ่งแรกที่แทรกซึมแทนที่เสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงทะเลาะในยามเย็น

ความเหงา ... ความเหงาคือสิ่งที่สองที่เขาพบว่ามันอยู่คู่กับเขานับจากนี้และตลอดไป

ความเฉยชา ... มันคือสิ่งที่สามที่ทำให้ชีวิตสะเปะสะปะของเขากลายเป็นกิจวัตรประจำวัน เขาไม่รู้ว่าควรจะยินดีหรือควรยอมรับเรื่องนี้ดี บางทีความเฉยชาทำให้คุณค่าของชีวิตนั้นว่างเปล่าและน่าเบื่อนัก

เขาหลีกหนีความจริงที่เกิดขึ้นไม่พ้นและสิ่งที่ต้องทำคือการเผชิญหน้ากับมันต่อไปจวบจนเวลานี้

 

เอาล่ะ ... ทุกคนรู้ดีว่าสิ่งสำคัญสำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีเฉกเช่นเขานั้นคืออะไร

แน่นอน มันคือการนั่งเรียนวิชาที่แสนน่าเบื่อเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา จุดมุ่งหมายของชีวิตคืออะไรเขาก็ยังไม่รู้ หากพระเจ้าทรงชี้ทางให้แก่เขาได้ เขาก็คงเดินตามทางที่พระองค์ทรงขีดไว้โดยไม่รีรอ และถ้าหากมีทางเลือกอื่นให้แก่เขามากกว่านี้ เขาก็คงเลือกที่จะนั่งตกปลาตลอดทั้งวันในสวนเมเดนพาร์คดีกว่าเรียนวิชาประวัติศาสตร์หรือจิตวิทยาในโรงเรียน

เขาไม่ชอบนั่งเรียนเพราะห้องทรงลูกบาศก์ได้กักขังจินตนาการของเขาเอาไว้เพียงในกรอบความคิดของอาจารย์กับตัวหนังสือบนกระดาน เขายิ่งไม่ชอบเรียนเมื่อเขาโดนบังคับให้ต้องเรียนวิชาที่ไม่ถนัดในโรงเรียนไฮสคูลเบลเฟอร์เรต์เกรดสิบสอง ณ เมืองหลวงดรัมลิงตัน เซสเซ

ริคโทเฟ่น  เลมเบอสท์” อาจารย์เรียกชื่อ

เด็กหนุ่มนั่งงอตัว มือหนึ่งเท้าคางอีกมือหนึ่งก็ยกขึ้นโบกเบาๆ

“ช่วยบอกทีสิว่าเธอชอบวิชาอะไรและอยากเรียนต่อด้านไหน?”

ฟังคำถามจบแล้วก็ต้องเลิกคิ้วสูง แม้ว่าคำถามนี้ทำให้นักเรียนทุกคนในห้องกระตือรือร้นอยากตอบแต่เขาคงไม่ใช่หนึ่งในนั้น

“ว่าอย่างไร? เป้าหมายของเธอคืออะไร?”

“ผมไม่รู้”

เพื่อนๆกลั้นขำไม่กล้าหัวเราะใส่เมื่อสายตาสีเข้มเย็นเยียบราวน้ำแข็งของเจ้าของคำตอบนั้นสะกดพวกเขาไว้นิ่งราวกับกำลังข่มขู่

“ไม่เอาน่าคุณเลมเบอสท์ ตอนนี้เธออายุสิบแปดย่างสิบเก้าปีแล้วนะ ฉันรู้ดีว่าทุกคนมีอาชีพที่ฝันอยากจะเป็นอยู่ในใจ ลองบอกให้เพื่อนๆของพวกเราได้รับรู้เพื่อแป่งปันประสบการณ์กันดีกว่านะ”รอยยิ้มกว้างของอาจารย์วิชาแนะแนวไม่ได้ทำให้คนถูกถามปลาบปลื้มนัก

เด็กหนุ่มยักไหล่ “วิศวะ”

“วิศวะอะไร?”เพื่อนชายคนหนึ่งแทรกถาม

“ไฟฟ้า ... วิศวะไฟฟ้า”น้ำเสียงที่ตอบออกไปไม่ได้แสดงความจริงจังเท่าใดนัก “อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุดและอาจจะใกล้ตัวที่สุดด้วย”

เพื่อนๆได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าคนที่สร้างวีรกรรมในโรงเรียนเยอะแยะมากมายเฉกเช่นริคโทเฟ่น เลมเบอสท์จะสนใจวิชาชีพนี้

“เธอคงชอบเรียนวิทยาศาสตร์”

“ไม่รู้สิครับ”

“ไม่ชอบเรียน?”

ริคโทเฟ่นยักไหล่ตอบ “ผมไม่แน่ใจ”

“แล้วเธอจะเรียนวิศวะไฟฟ้าได้อย่างไรถ้าหากเธอไม่ชอบวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์?”

“ผมยังไม่ได้บอกว่าผมไม่ชอบนะ กรุณาอย่าตัดสินเองสิครับ”น้ำเสียงขึงขังนั้นทำให้อาจารย์เลิกตั้งคำถามและหันไปมองนักเรียนคนอื่นก่อนจะเอ่ยสรุปสิ่งที่เด็กหนุ่มตอบ

ไม่น่าแปลกใจนักหากเพื่อนๆและอาจารย์ในโรงเรียนค่อนข้างหวาดเกรงริคโทเฟ่น นั่นก็เพราะว่าช่วงที่ครอบครัวของเขาแตกแยกนั้น เขาได้สร้างชื่อเสียเป็นที่โจษจันทั่วเขตเมืองหลวง วัยรุ่นแทบทุกคนต่างก็เคยได้ยินชื่อริคโทเฟ่น เลมเบอสท์และประวัติของเขามาก่อนทั้งนั้น

ในอดีตริคเคยเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลในโรงเรียนเบลเฟอร์เรต์ เขาเคยมีเพื่อนอยู่ในกลุ่มห้าคน แต่ละคนมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของโรงเรียนทั้งสิ้น อาจารย์พยายามหาวิถีทางกักตัวทำโทษไล่ออกแต่สุดท้ายก็ต้องคว้าน้ำเหลวเพราะขาดหลักฐานมัดตัว อีกทั้งครอบครัวของพวกเขาล้วนมีฐานะและมีอิทธิพลในเมืองหลวงดรัมลิงตัน เซสเซทำให้การจับผิดและปรับโทษเด็กกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ยากนัก

ริคหมกมุ่นอยู่กับชีวิตจอมปลอมที่ตนเองและพรรคพวกสร้างด้วยกันมาแรมปีก่อนจะตัดสินใจแยกตัวออกมาจากเพื่อนพ้องเหล่าอันธพาลทันทีที่พบว่าอนาคตของเขาถูกกั้นขวางไว้ด้วยทางตัน บัดนี้เขาตระหนักดีว่าการเป็นอันธพาลไม่ได้ตอบปัญหาชีวิตที่เขาเคยมี แต่ถึงอย่างไรก็ตามชื่อเสียงเสียๆหายๆของเขาก็ยังคงติดตัวของเขาตลอดไปกลายเป็นรอยเปื้อนดำซึ่งเด็กหนุ่มไม่มีวันลบเลือนมันออกไปได้

ริคอาจจะพอมีโชคให้รู้สึกอุ่นใจอยู่บ้างเมื่อเพื่อนกลุ่มใหม่มอบโอกาสให้เขาได้แก้ตัวและแก้ไขชีวิตที่ตนเองเดินพลั้งพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อนกลุ่มนี้กลายเป็นเพื่อนสนิทของเขาในเวลาต่อมา

เด็กหนุ่มหันไปมองเพื่อนสนิทคนหนึ่งของตนซึ่งกำลังส่งเสียงขำขันคิกคักให้กับคำตอบกวนๆของเขาสำหรับคำถามที่อาจารย์วิชาแนะแนวหยิบยื่นให้ ริคเลื่อนนิ้วทำท่าปาดคอเป็นเชิงเตือนให้เพื่อนเลิกหัวเราะแต่อีกฝ่ายไม่ได้ฟังกลับส่งนิ้วกลางลอดใต้โต๊ะตอบ ริคเห็นแล้วก็ทำท่าจะลุกขึ้นตบโต๊ะเป็นเชิงเตือนให้เพื่อนชายเลิกกระเซ้าด้วยวิธีนี้ “เดี๋ยวเถอะ” อีกฝ่ายยักคิ้วกวนๆคราวนี้ส่งนิ้วกลางให้ริคทั้งสองมือ เด็กหนุ่มหันไปถลึงตาใส่บังคับให้เลิกเล่นในขณะเดียวกันสายตาของนักเรียนทั้งห้องก็หันมาจดจ้องมองริคทำให้เขาต้องรีบบ่ายหน้าเลิกสนใจเพื่อนจอมกวนของตนเองทันที

เมื่อเสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้นในเวลาต่อมา ริคก็ไม่รอช้ารีบลุกออกจากที่นั่งพุ่งเข้าใส่เพื่อนสนิทที่วิ่งเลี้ยวออกไปจากประตูห้องพร้อมด้วยเป้คู่ใจราวกับรู้ดีว่าริคต้องเอาคืน “อัล! กลับมาเดี๋ยวนี้!” อีกฝ่ายวิ่งซอกแซกหลบนักเรียนหญิงชายซึ่งยืนอยู่บนทางเดินอาคารอย่างไวว่อง

“อัล! นายจะหนีไปไหน! ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้!”

“ไม่มีทาง!”

ริคโทเฟ่นเพ่งสายตามองหาร่างสูงใหญ่กำยำเฉกเช่นนักกีฬาภายใต้ผมสีน้ำตาลเข้มในชุดคลุมหลวมๆซึ่งด้านหลังเสื้อแสดงตราสัญลักษณ์ทีมอเมริกันฟุตบอลของโรงเรียนเบลเฟอร์เรต์ เพียงแวบเดียวเขาก็เจอและวิ่งติดตามเพื่อนตนเองได้ทันในที่สุด เด็กหนุ่มไม่รอช้ารีบขึ้นไปเหยียบบนราวบันไดก่อนจะกระโดดข้ามลงไปยืนบนอาคารชั้นล่างขวางทางเพื่อนชายเอาไว้ทำให้อีกฝ่ายผงะตกใจถอยเท้าจนแทบสะดุดขั้นบันไดด้านหลัง เป้ใบโตหล่นบนพื้น

ริคได้ทีรีบใช้สองแขนล็อคคออีกฝ่ายเอาไว้แน่น

“โอ๊ย! ให้ตายเถอะ! ริคกี้! ปล่อย!”

“ไอ้นิ้วกลางนั่นหมายความว่ายังไง?”

“ฉันแค่แหย่นายเล่น โอ๊ย!”

“ขอโทษฉันก่อน”

“ขอโทษก็ได้ รีบปล่อยได้แล้ว” บอกพลางพยายามงัดมืออีกฝ่ายออก ผู้เป็นเพื่อนก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบมองนักเรียนคนอื่นๆซึ่งเดินผ่านไปผ่านมา “นี่ถ้าหากนายเลิกใช้กำลังแล้วหันมาช่วยฉันเป็นที่ปรึกษาทีมยังจะดีกว่าเสียอีก นายวิ่งเร็วกว่าสปีดกายแถมยังวางแผนแทนฉันในฐานะควอเตอร์แบ็คได้ดีกว่าซะด้วย”

“เชิญฝันต่อไปเถอะคุณกัปตันทีม เพราะตอนนี้ฉันไม่อยากเล่นกีฬา” ริคเหยียดยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขาปล่อยมือออกแล้วหยิบเป้ให้อีกฝ่าย สหายรักผู้นี้มีชื่อเต็มว่าอัลเบิร์ต เดเลอร์ มอร์แกน เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องของริคในสมัยเกรดสิบจนถึงเกรดสิบสอง อัลเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลตัวจริงให้กับโรงเรียนเบลเฟอร์เรต์ บางครั้งเขาก็โน้มน้าวให้ริคโทเฟ่นเล่นอเมริกันฟุตบอลด้วยกัน

“ไม่เอาน่า นายก็รู้ว่าหากฉันไม่ชวน เด็กจากชมรมบาสเก็ตบอลก็ต้องลากตัวนายเข้าร่วมทีมอยู่ดี”

“ช่างเขาสิ”

“ฉันรู้ว่านายชอบศิลปะการต่อสู้นะริคกี้ แต่นั่นมันกีฬาที่นายกวาดแชมป์ในสมัยเด็ก ถ้าหากนายจะสนใจหันมาเอาดีกับกีฬาที่มีอยู่ในโรงเรียนเบลเฟอร์เรต์บ้างก็คงดีโดยเฉพาะอเมริกันฟุตบอล”

“พอทีเถอะ ตอนนี้ฉันมีสิ่งที่ต้องทำและสำคัญมากกว่าการเข้าร่วมชมรมกีฬา”น้ำเสียงของริคฟังดูจริงจังขึงขังขึ้นมาทันทีนั้น

อัลเบิร์ตเลิกคิ้ว “สิ่งที่ต้องทำคือสิ่งที่นายต้องไปเจอกับใครสักคนหลังเลิกเรียนเหมือนตลอดเดือนที่ผ่านมาใช่ไหม?”

ริคไม่ได้ตอบ เขาส่งยิ้มกวนให้เพื่อน

“ผู้ชายแปลกหน้าที่เจอในร้านริโอทีใช่ไหม?”

“ถูกของนาย วันนี้ฉันต้องรีบไปที่ร้าน ...” ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น จู่ๆก็มีแขนยาวๆโอบมาจากด้านหลังของริค มือหยาบกร้าบตบบนบ่าของเขาแรงๆ

“คุยอะไรกันอยู่สหาย?”

“ว่าไงแฮริส?”อัลทักทายหันมองชายร่างเล็กปราดเปรียว ผมหยิกสีบลอนด์ภายใต้นัยน์ตาสีฟ้ารับกับจมูกโด่งและริมฝีปากบาง สีหน้าของเขาแลดูร่าเริงตลอดเวลา

“ฉันได้ยินเสียงนายวิ่งลงมาจากด้านบน”เจ้าของชื่อแฮริสพูดพลางหันมองริคโทเฟ่นบ้าง “เลิกเรียนแล้วพวกเราจะไปเมเดนพาร์คหรือเปล่า?”

อัลเบิร์ตเหลือบหางตามองริคราวกับกำลังบอกให้เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายตอบคำถาม

“ฉัน ...”

“ไปไม่ได้ ติดธุระอีกตามเคย”แฮริสหันมองตัวปัญหาพลางถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย “ธุระของนายนี่มันสำคัญสักแค่ไหน ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหม?”

“ก็เหมือนที่ฉันเล่าให้ฟังว่าฉันเจอชายคนหนึ่งที่ร้านริโอที พวกเราต้องคุยอะไรกันนิดหน่อยและฉันต้องรีบไปหาเขาตอนนี้” ฟังจบแฮริสก็ต้องหรี่มองนัยน์ตาสีเข้มของริคพยายามอ่านใจอีกฝ่าย

โดยปกติแล้วทุกๆวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ริค อัลเบิร์ตและแฮริสมักจะใช้เวลาร่วมกันตามสถานที่พักผ่อนภายในเมืองหลวง แต่เมื่อไม่นานมานี้เองที่ริคปฏิเสธคำชวนจนทำให้สหายรักทั้งสองเกิดความสงสัย

“นายไม่ไปตกปลาที่สวนเมเดนพาร์คกับพวกเรา?”

“ฉันไม่ไป”

“แน่ใจนะ?”

“อืม”

“แล้ววันนี้นายนัดเจอกับคนแปลกหน้านั่นที่ไหน?”

“ร้านริโอทีเหมือนเดิม”

“ฉันชักอยากจะสะกดรอยตามนายไปจนถึงร้านริโอทีซะแล้วสิเพื่อนยาก”

“ขอเถอะ แฮริส”ริคต้องถอนหายใจยาวๆมองอีกฝ่ายหัวเราะให้กับคำพูดทีเล่นทีจริง

แน่นอน ... สาเหตุที่จู่ๆริคก็เห็นความสำคัญของการนัดพบกับคนแปลกหน้าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นเป็นเพราะว่าคนแปลกหน้าผู้นี้คือชายวัยกลางคนชาวต่างชาติที่มีนามว่า แทบบินส์ มอร์นากีย์

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปเมเดนพาร์คกับแฮริสแค่สองคน”อัลบอก

“ตามนั้น”

“หวังว่าคราวหน้าถ้าหากพวกเราชวนอีก ฉันจะได้คำตอบจากนายว่า ตกลง นะริคกี้”แฮริสย้ำ

“โอเค ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวล่ะ”ริคพูดจบก็มองเวลาบนนาฬิกาข้อมือแล้วก็เดินปลีกตัวมาทันทีภายใต้สายตาฉงนสงสัยของเพื่อนสนิททั้งสองคน

เด็กหนุ่มใช้เวลาเดินทางจากโรงเรียนเบลเฟอร์เรต์มาจนถึงร้านริโอทีใกล้วงเวียนใหญ่เกรนฮาวน์เดอร์ในเวลาราวๆครึ่งชั่วโมง เมื่อริคโทเฟ่นผลักประตูร้านเข้าไป เขาก็พบกับร่างสูงใหญ่ของแทบบินส์นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาท์เตอร์เรียบร้อยแล้ว

“สวัสดีครับ”เด็กหนุ่มรีบทักทายขณะมองดูสายตาของอีกฝ่ายกำลังชำเลืองมาทางเขา

“ทีซีดดัสกี”แทบบินส์พยายามออกเสียงสำเนียงครีตชายแปร่งๆทำให้ริคต้องขำขัน ชายวัยกลางคนผู้นี้ฉีกยิ้มบางๆภายใต้ดวงตาปูดโปนบนรูปหน้าเรียวยาวและจมูกเป็นสันโด่ง

แทบบินส์ มอร์นากีย์ถือเป็นชายที่น่าทึ่ง เขามีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ละเอียดลึกซึ้งมากจนเรียกได้ว่าอัจฉริยะ

ที่จริงริคไม่ได้สนใจเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ของชายฉกรรจ์ผู้นี้มากไปกว่าสิ่งที่เขาตอบอาจารย์วิชาแนะแนวไปเมื่อชั่วโมงก่อน แต่สิ่งที่เขาสนใจคือความสามารถของแทบบินส์ต่างหาก ความสามารถที่อยู่เหนือวงการวิทยาศาสตร์ในสาธารณรัฐครีตชายซึ่งริคล่วงรู้เข้าด้วยความบังเอิญหลังจากที่พวกเขาพบกันในร้านริโอทีและแทบบินส์เป็นฝ่ายเสนออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นหนึ่งให้แก่เด็กหนุ่มลองใช้งานเมื่อเดือนที่แล้ว

“เธออยากไปดูห้องทดลองของฉันไหม?”

“ห้องทดลองของคุณ? คุณมีห้องทดลอง?”ริคฟังด้วยความทึ่ง

“แน่นอนสิ ฉันเป็นนักวิจัย ฉันต้องมีห้องทดลอง”ว่าพลางหันมากระซิบเสียงแผ่ว “ฉันคิดว่ามันถึงเวลาที่เธอควรจะเห็นสถานที่ทำงานของฉัน”

แม้เด็กหนุ่มจะไม่เข้าใจนักว่าเพราะเหตุใดแทบบินส์จึงสนใจและให้ความเชื่อถือแก่เขามากเป็นพิเศษ แต่ริคก็ไม่เคยคิดหรอกว่าชายวัยกลางคนผู้นี้กำลังวางแผนร้ายกับเขา

“ฉันรู้ดีว่าเธอถนัดเรื่องการต่อวงจรไฟฟ้า ฉันมีของเล่นในห้องทดลองเยอะแยะ บางทีเธออาจจะชอบถ้าหากได้ใช้เวลาศึกษามัน”

“แต่ผมเป็นคนนอก”

“ฉันอนุญาตให้เธอเข้าไปดูห้องทดลองของฉันได้เพียงคนเดียวเท่านั้น มันเป็นสถานที่ส่วนตัวและเป็นสถานที่ลับ”

เด็กหนุ่มเบิกตาโพลงอย่างประหลาดใจ“จริงหรือครับ?”

“แน่นอน ฉันไม่เคยให้ใครเหยียบเท้าเข้าไปเลยเพียงสักคนเดียว แต่ฉันไว้ใจเธอเพราะฉะนั้นห้องทดลองส่วนหนึ่งฉันจะมอบให้เธอดูแลแต่เธอห้ามบอกใครเรื่องนี้ทั้งนั้นแม้แต่คนในครอบครัวของเธอ”

ได้ยินเพียงเท่านี้เด็กหนุ่มก็เหยียดยิ้มพรายพยักหน้าให้โดยไว “ตกลงครับ”

“ดี ... ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปสำรวจห้องกันวันนี้เลย”


 

To Be Continued.........
 




NEKOPOST.NET